เสนาธิการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำกองทัพเรือเพชรบุรี

วันนี้ (16 ต.ค.63) พลเรือเอก ธีรกุล กาญจนะ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมภารกิจผลักดันน้ำของกองทัพเรือ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในภาพรวม รวมทั้งรับทราบการปฏิบัติงานของกำลังพล ตามที่ จังหวัดเพชรบุรี ขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพล เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ จากกองทัพเรือ ในการผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อเร่งผลักดันมวลน้ำให้ออกสู่ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วยิ่งขึ้น จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยมี นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และ นายสมเกียรติ แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีให้เสนาธิการทหารเรือได้รับทราบ

ปัจจุบัน กองทัพเรือ ได้ดำเนินการติดตั้งเรือผลักดันน้ำ จำนวน 20 ลำ พร้อมทั้งกำลังพล จำนวน 60 นาย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2563 โดยดำเนินการติดตั้ง ณ บริเวณวัดคุ้งตำหนัก ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

ตามที่ได้เกิดหย่อมกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ในช่วงวันที่ 7 – 12 ตุลาคม 2563 ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ 11 ตุลาคม 2563 โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี แจ้งเพิ่มระบายน้ำลงแม่น้ำเพชรบุรี ในอัตรา 216.67 ลูกบาศก์/วินาที ซึ่งคาดว่าการระบายน้ำดังกล่าวจะส่งผลกระทบเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเพชรบุรี โดยเฉพาะพื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีงานก่อสร้างสะพานรถไฟ จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีสูงขึ้นกว่าปกติ และมีพื้นที่เสี่ยงน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเพชรบุรี จึงขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังลงสู่ทะเล อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

สำหรับความเป็นมาของเรือผลักดันน้ำ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2538 กรุงเทพมหานคร ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่เนื่องมาจากผลของพายุโซนร้อน พายุดีเปรสชั่น ประกอบกับน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็วรวมถึงการก่อสร้างปิดเส้นทางการไหลของน้ำ ทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลเป็นไปได้อย่างล่าช้า จนเกิดการท่วมขัง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทราบปัญหาและความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริว่า “ทหารเรือมีรถสายพานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก (AAV) และเรือลาดตระเวนลำน้ำ (PBR) ที่มีระบบขับเคลื่อนแบบ วอเตอร์เจ็ต จะช่วยเร่งน้ำให้ไหลเร็วขึ้นจะทำให้น้ำไหลไปสถานีสูบน้ำที่ปลายคลองต่างๆ ได้ปริมาณมากขึ้น” ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะ นั้น จึงสนองพระราชดำริ โดยสั่งการให้หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นำรถสะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 2 คัน ไปช่วยเหลือผลักดันน้ำในวันที่ 12 ตุลาคม 2538 โดย ปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง

ผลจากการผลักดันน้ำของกองทัพเรือในครั้งนั้น ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ.2541 ตามพระราชกระแสรับสั่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา ให้กรมอู่ทหารเรือซึ่งเป็นหน่วยหลักในการซ่อมสร้างเรือของกองทัพเรือ ดำเนินการออกแบบและสร้างเรือผลักดันน้ำชุดแรกขึ้นทั้งหมด 9 ลำ เมื่อแล้วเสร็จกองทัพเรือได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งปัจจุบันเรือชุดดังกล่าวกรมชลประทานเป็นผู้รับผิดชอบดูแลใช้งาน ซึ่งแนวความคิดนี้ ปัจจุบันกรมชลประทานได้นำไปดัดแปลงระบบ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาระบบน้ำทั่วประเทศ

ต่อมาในเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ยึดแนวพระราชดำริในการเร่งผลักดันน้ำของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทาง โดยเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2554 รัฐบาลได้มีหนังสือถึงกรมอู่ทหารเรือ แต่งตั้งให้ นาวาเอก ดร.สมัย ใจอินทร์ (ยศขณะนั้นปัจจุบัน พลเรือโท) เป็น “คณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง”

จากองค์ความรู้ ในการสร้างเรือผลักดันน้ำ ในปี พ.ศ.2538 กองทัพเรือ โดย พลเรือโท มานิตย์ สูนนาดำ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ ในขณะนั้น จึงสั่งการให้กรมอู่ทหารเรือ สร้างเรือผลักดันน้ำขึ้นใหม่เพื่อให้ทันต่อการนำไปใช้ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งยังสนองต่อพระราชดำริแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการนำอุปกรณ์ เครื่องยนต์ที่มีอยู่เดิมมาผลิตและพัฒนาขึ้นใหม่เป็น 3 ขนาด คือ ขนาด 320 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 150,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ขนาด 220 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 100,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ขนาด 120 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน

เรือผลักดันน้ำนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น และโดยการคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์นั้น ด้วยความที่เป็นเครื่องที่มีความเร็วสูง น้ำทุกๆ ลิตรที่ผลักผ่านเครื่องพ่นน้ำจึงสามารถพาน้ำตามไปด้วยได้อีก 3 ลิตร ทำให้ระบายน้ำได้เพิ่มมากขึ้นและเร็วขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและคอขวด เนื่องจากเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลได้ไม่เร็ว

ทั้งนี้ กองทัพเรือ ยังคงเตรียมความพร้อม ทั้งกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ที่จะให้การสนับสนุนในการบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1696 ตลอด 24 ชั่วโมง

Related posts